ชีวิตคู่อยากอยู่กันยืด อย่าคุยกันด้วยเหตุผล

ชีวิตคู่อยากอยู่กันยืด อย่าคุยกันด้วยเหตุผล

           จากข่าวในสื่อต่างๆ รวมทั้งที่ได้รู้ได้เห็นมากับตาตัวเอง ผมชักไม่ค่อยแน่ใจกับคำสอนของคนโบราณเสียแล้วที่ว่า สามีภรรยา(ผัวเมีย)เวลาทะเลาะกันต้องใจเย็นๆอย่าใช้แต่อารมณ์ แต่ต้องค่อยๆพูดจากัน คุยกันด้วยเหตุด้วยผล จึงจะอยู่กันยืดยาวจนแก่จนเฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร  หรือคำสอนนี้คงใช้ได้ผลกับคนยุคเก่าเท่านั้นกระมัง  จะนำมาใช้กับสามีภรรยาในยุคนี้ไม่ค่อยได้ผลแล้ว เพราะตามสถิติการอย่าร้างของสามีภรรยาทั่วโลกในยุคนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับในอดีต ยิ่งต่างฝ่ายต่างรวย  ต่างมีชื่อเสียง  ต่างมีตำแหน่งยิ่งศักดิ์ศรีมากทั้งคู่ ยิ่งเลิกกันง่าย เช่น เรามักได้เห็นได้ยินข่าวการอย่าร้าง แยกทางกัน ของเหล่าคนดัง คนรวย หรือดารา ตอนงานแต่งจัดอย่างใหญ่โต ลงทุนจัดงานเป็นล้านๆบาท ออกประกาศไปทั่วเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ไปเป็นประธาน ..ดูช่างสวีทหวาน ดูช่างรักกันเหลือเกิน  อะไร!!พอแต่งงานกันยังไม่ทันข้ามปีมีข่าวแยกทางกันซะแล้ว  เตียงหักซะแล้ว มีให้เห็นบ่อยๆนะ แล้วเป็นเพราะอะไรเล่า ??    แม้คนทั่วๆไปก็เถอะไม่ต้องดัง ต้องรวย อะไรมากนัก เวลาขัดแย้งกันทางความคิดหรืออะไรก็ตามจากเรื่องขัดแย้งเล็กๆน้อยๆแท้ๆก็ลุกลามบานปลายจนถึงขั้นยอมกันไม่ได้ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยต่างคนต่างอยู่ ไม่นานก็แยกทางกันจริงๆ ขนาดมีลูกด้วยกันยังเลิกกันง่ายๆสุดท้ายคนที่ซวยก็คือตัวลูกน้อย   เหมือนเพลง....ของวงคาราบาวทีเขาร้องไว้จริงๆ

              เหตุผล อาจเป็นเพราะสมัยนี้ผู้คนมีการศึกษาสูงขึ้นพอๆกันทั้งชายและหญิง ต่างอ้างความมีสิทธิ์เท่าเทียมกันตามสังคมยุคประชาธิปไตยแบบฝรั่ง  ออกไปทำงานนอกบ้านหรือทำมาหากินด้วยกันทั้งคู่  ทั้งชายและหญิงต่างฝ่ายต่างคิดและอ้างว่าตัวเองมีส่วนหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวเหมือนๆกันนะ เวลามีเรื่องขัดแย้งหรือขัดอกขัดใจกันจึงไม่ค่อยยอมลงให้กันง่ายๆ ต่างฝ่ายต่างมีศักดิ์ศรี ยิ่งฉันไม่เป็นฝ่ายผิดด้วยแล้วเรื่องจะให้ยอมง่ายๆไม่มีทางหรอก

            โดยธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันหรืออยู่กินกันใหม่ๆ ช่วงแรกนี้จะไม่ค่อยทะเลาะกัน เรียกว่าอยู่ในช่วงฮันนี่มูนหรือช่วงข้าวใหม่ปลามัน  ทั้งสองฝ่ายจะมีความอดทนเป็นพิเศษ  เกรงอกเกรงใจกันเป็นพิเศษ เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการถนอมน้ำใจของอีกฝ่ายหนึ่ง  สิ่งไม่ดีของตนเองจะพยายามอดทนปกปิดไว้ ไม่แสดงออกง่ายๆ เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจ หรืออีกฝ่ายทำอะไรไม่ดีไม่ถูกใจก็ให้อภัยกันง่ายๆไม่โกรธไม่ถือสา พูดง่ายๆว่าต่างระมัดระวังมารยาทตัวเองอย่างเต็มที่ 

            เมื่ออยู่กันนานเข้าๆ เริ่มเคยชินกันมากขึ้นๆ นิสัยตามธรรมชาติเดิมก็ค่อยๆกลับมา ช่วงฮันนี่มูนหรือช่วงข้าวใหม่ปลามันค่อยๆหมดไป (ระยะเวลาแต่ละคู่นานไม่เท่ากัน) ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มมีความอดทนต่อความบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งน้อยลง ความเกรงอกเกรงใจกันเริ่มน้อยลง  เพราะต่างฝ่ายต่างเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เริ่มเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น สิ่งไม่ดีของตนเองที่เคยพยายามอดทนปกปิดไว้ ไม่แสดงออกง่ายๆในช่วงแรกๆ( เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจ)ค่อยๆน้อยลง หรืออีกฝ่ายทำอะไรไม่ดีไม่ถูกใจก็โกรธง่ายกว่าช่วงอยู่กันใหม่ๆ การระมัดระวังมารยาทตัวเองค่อยๆน้อยลง เมื่อความเห็นเริ่มขัดแย้งกัน การประนีประนอมทำยากขึ้น สุดท้ายก็ถึงขั้นทะเลาะกัน หนักเข้าพอต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน อาจถึงขั้นตัดสินใจแยกทางกันง่ายๆ..แล้วสามีภรรยาในยุคนี้เวลามีเรื่องขัดแย้งหรือขัดอกขัดใจกันจะทำอย่างไรดีเล่า ??????

                 ก็ต้องใช้วิธีตามหัวชื่อเรื่องนั่นแหละคือบางเรื่อง บางปัญหา ถ้า อยากอยู่กันยืด อย่าคุยกันด้วยเหตุผล  เพราะตามจริงแล้วเหตุผลหรือความถูกต้องของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้เพราะมองคนละมุม เรื่องเดียวกันอาจตีความกันไปคนละอย่างก็ได้ หากอยากจะอยู่กันยืดยาวจนแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเหมือนคนโบราณแล้ว.....จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเมื่อเห็นว่าจะทะเลาะกันถึงขั้นรุนแรงต้องตัดเรื่องพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล     ออกไปเลย ...เพราะต่างฝ่ายต่างก็ว่าเหตุผลของตนถูก เรื่องจะเอาชนะกันด้วยเหตุผลมันยากที่อีกฝ่ายจะยอมเพราะศักดิ์ศรีมันค้ำคออยู่....แต่ต้องพูดคุยกันด้วยความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีวุฒิภาวะสูงกว่า  ใจเย็นกว่า  มีธรรมในใจมากกว่า ต้องเป็นฝ่ายยอมให้ได้ พยายามเข้าใจความคิดความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง(แม้เราจะไม่ชอบหรือไม่ถูกใจเราก็ตาม) ตัดเรื่องเหตุผลที่คิดว่าถูกต้องของตนเองออกไปก่อน นึกถึงตอนจีบกันใหม่ๆที่ต่างฝ่ายต่างถนอมน้ำใจกันหรือให้นึกถึงความดีของอีกฝ่ายหนึ่งที่นึกขึ้นมาแล้วก็ทำให้เราประทับใจ จนอยากให้อภัยจนสามารถให้อภัยความผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งลำดับความดีที่ผ่านๆมาของอีกฝ่ายได้มากเท่าใดการขัดแย้งก็จบเร็วเท่านั้น  ....สุดท้ายอาจต้องคิดว่าหากทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นแตกหัก ถ้าต้องแยกทางกันในครั้งนี้ จะสบายใจกันทั้งคู่มากกว่าเสียใจไหม ???  ถ้าคิดว่าไม่  จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  ก็ควรรีบจบให้เร็วสุดด้วยการให้อภัย ยอมแพ้ เห็นใจกัน หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ...จบซะ อย่าไปเสียเวลาทะเลาะกันต่อเลย   เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า.....เพราะอย่างไรก็ยังไม่ถึงขั้นอยากเลิกนี่ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างคิดว่าเป็นไงเป็นกัน สุดท้ายถึงขั้นเลิก ก็ต้องเลิก...ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป...( แล้วพวกมึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วยกันง่ายๆทำไม ?????!! )   

             ท้ายสุด.....ก็ต้องอาศัยธรรมหรือคำสอนของนักปราชญ์โบราณที่สอนไว้ว่า คู่สามีภรรยาต้องสามารถให้อภัยกันได้ แม้ความผิดนั้นจะเทียบเท่าภูเขาก็ตาม  มีขันติอดทนต่อความไม่พอใจไม่พูดมาก ไม่โกรธง่าย  ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะทำอะไรถูกไปทั้งหมดมันก็ต้องมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น ตัวเราเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ต้องคิดว่าที่ทะเลาะกันนั้นเราเองก็มีส่วนผิดมีส่วนเป็นต้นเหตุให้ทะเลาะกันด้วยเช่นกัน ถ้าคิดเสียได้เช่นนี้ก็จะไม่อยากทะเลาะกันต่อไป ชีวิตคู่ก็จะมีความสุข อยู่กันยืดยาวได้

            ขออนุญาต ยกตัวอย่างชัดๆของชีวิตคู่ของผู้เขียน อยู่กินกันมา 30 กว่าปี ขัดแย้งกันมาเป็นร้อยๆเรื่อง(ครั้ง) หลายเหตุการณ์ถ้าเวลาขัดแย้งกันแล้วแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว ป่านนี้แยกทางกันไป300 ครั้งแล้ว เพราะภรรยาของผม(บางครั้ง)ไม่ต้องไปอ้างเหตุผลกับเขา  อะไรที่เขาปักใจว่าถูก(ของเขา)แล้ว ไม่ต้องไปหาเหตุผลมาหักล้าง ไม่ต้องไปเถียงให้เสียเวลาด้วยเลย เพราะหากคิดจะเอาชนะความคิดเขาสุดท้ายจะนำไปสู่การขัดแย้งกันมากขึ้นจนถึงขั้นเกิดความวุ่นวายในครอบครัวแน่นอน จะเลิกกันก็ไม่สามารถทำได้ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง สุดท้ายก็ต้องมายึดความสุขของครอบครัวให้เหนือกว่าเหตุผลของตัวเราคนเดียว ...หลายครั้งของชีวิตคู่ จงพูดคุยกันด้วยความรัก  ความเห็นอกเห็นใจ  ความเข้าใจกันเถิดอย่าเอาแต่เหตุผลมาชนะอีกฝ่ายหนึ่งเลยนะ 

                                                                                                                                        ณรงค์ทอง

    

Visitors: 186,731